งานวิจัยอังกฤษชี้ แผ่นดินไหวไม่มีวัฏจักรแน่นอน ทำนายแม่นยำไม่ได้
หลายประเทศทั่วโลกเคยประสบกับเหตุแผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับชีวิตและทรัพย์สิน แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะรู้เหตุแผ่นดินไหวล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวรับมือ? ซึ่งจากรายงานวิจัยล่าสุดดูเหมือนจะยังเป็นไปไม่ได้ แต่เราอาจจะเพิ่มเวลาตอบสนองให้เร็วขึ้น เพื่อลดความเสียหายที่ตามมาลงได้
นักวิชาการชี้เทือกเขาหิมาลัยมีประวัติการเกิดแผ่นดินไหวนาน 6,000 ปี
หลังผ่านพ้นช่วงปีใหม่มาได้ไม่นาน เม็กซิโกต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวขนาด 6.5 ขณะที่เมื่อปลายปีที่แล้ว บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกของไต้หวันก็เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ซึ่งแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้อาคารละแวกตึกไทเป 101 สั่นไหวอย่างรุนแรง เพื่อพิสูจน์ว่าการเกิดแผ่นดินไหวมีวัฏจักรที่แน่นอนและสม่ำเสมอหรือไม่ คณะสำรวจวิจัยของอังกฤษจึงเดินทางไปยังภาคตะวันตกของเนปาลเพื่อทำการศึกษา เนื่องจากทะเลสาบบนภูเขาสูงในแถบนี้จะทิ้งร่องรอยชั้นตะกอนที่สลับซับซ้อนไว้ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่า เทือกเขาหิมาลัยมีประวัติการเกิดแผ่นดินไหวมานานเกือบ 6,000 ปีแล้ว
==Zakaria Ghazoui-Schaus // นักธรณีฟิสิกส์จาก British Antarctic Survey (BAS)==
ด้วยองค์ความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
เรายังไม่สามารถทำนายแผ่นดินไหวได้
แผ่นดินไหวป้องกันยาก นักวิชาการแนะเสริมความแข็งแกร่งให้พื้นที่เสี่ยง
ผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษเผยแพร่งานวิจัยล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งหักล้างความเชื่อทั่วไปของสาธารณชน นอกจากแผ่นดินไหวจะไม่มีวงจรที่แน่นอนเหมือนเข็มนาฬิกาแล้ว ยังไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ด้วย ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงมองว่าทางออกเดียวคือการเตรียมความพร้อมและเพิ่มความแข็งแกร่งของสิ่งก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยง
==Dr.Jessica Hawthorne // ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านธรณีฟิสิกส์ ม.ออกซฟอร์ด==
ดูญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง
อาคารเขาแกร่งมาก
แต่การต้านแผ่นดินไหวต้องทุ่มเงินลงทุน
แผ่นดินไหวคาดการณ์ไม่ได้ ควรมุ่งหาแนวทางลดความเสียหาย
คณะวิจัยได้นำผลการศึกษาในประเทศเนปาล มาเปรียบเทียบกับพื้นที่ที่มีการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง อาทิ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ และชิลี ซึ่งก็พบสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ปัจจุบันยังไม่สามารถพยากรณ์แผ่นดินไหวล่วงหน้าได้ และบางครั้งอาจเกิดต่อเนื่องเป็นกลุ่มก้อน นักวิทยาศาสตร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะหาทางลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด ดังเช่นในไต้หวันที่ใช้ระบบเตือนภัยจากความเร็วคลื่น ซึ่งช่วยเพิ่มเวลาในการเตรียมรับมือได้นานหลายวินาที
