แก๊งสแกมเมอร์อาเซียนกวาด 1.4 ล้านล้าน/ปี เหยื่อ 5 พันคนยังถูกกักขัง
อุตสาหกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพในภูมิภาคอาเซียน มีมูลค่ารวมต่อปีสูงถึง 1.4 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ทั้งนี้แม้ปีที่แล้วประเทศไทยจะเป็นผู้นำในการกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ และช่วยเหลือเหยื่อได้ประมาณ 5,000 คน แต่จากข้อมูลล่าสุดของกลุ่มสิทธิมนุษยชน คาดว่าน่าจะมีอีกประมาณ 5,300 คนที่ยังติดอยู่ในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้
ประมาณการล่าสุดของเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ (CSNHTV) ซึ่งมีฐานปฏิบัติงานในประเทศไทยระบุว่า ปัจจุบันยังมีเหยื่อประมาณ 5,300 คน ถูกกักขังอยู่ในศูนย์สแกมเมอร์บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งในจำนวนนี้ประกอบด้วยชาวจีนประมาณ 1,600 คน ชาวเมียนมา 200 คน ชาวไทย 20 คน และยังมีประเทศอื่นๆ อีก โดยเหยื่อเหล่านี้ถูกบังคับให้ทำงาน และหากทำยอดไม่ได้ตามที่กำหนด ก็ต้องเผชิญกับการทารุณกรรมทั้งทางร่างกายและจิตใจ
==Erin West // ผู้ก่อตั้งและประธานองค์กร Operation Shamrock==
เพื่อบังคับให้ผู้ถูกกักขังสร้างความสัมพันธ์
และหลอกลวงทรัพย์สินของผู้อื่น
มักจะมีการใช้ความรุนแรงเพื่อควบคุม
สำหรับเหยื่อ สถานที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือน
นรกบนดินที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณ
แก๊งสแกมเมอร์ปรับกลยุทธ์ ซบกองกำลังติดอาวุธ ดำเนินกิจการต่อ
ปัจจุบันมีเหยื่อจำนวนมากถูกกักขังอยู่ในศูนย์สแกมเมอร์ 4 แห่ง ภายในพื้นที่ควบคุมของ “กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย” (DKBA) ซึ่งเป็นกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา ส่งผลให้ปฏิบัติการช่วยเหลือจากภายนอกเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้ปีที่ผ่านมา ปฏิบัติการปราบปรามระดับภูมิภาคซึ่งนำโดยประเทศไทย จะช่วยเหยื่อได้ราว 5,000 คนจากศูนย์สแกมเมอร์ในเมืองเมียวดี แต่กลุ่มมิจฉาชีพได้ปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยกองกำลังติดอาวุธคุ้มกัน เพื่อดำเนินกิจการต่อในพื้นที่ที่อำนาจรัฐไม่สามารถเข้าไปบังคับใช้ได้
สแกมเมอร์อาเซียนกวาด 1.4 ล้านล้าน/ปี เทียบเท่าขบวนการค้ายาโลก
รายงานล่าสุดของสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ศูนย์สแกมเมอร์บริเวณชายแดนเมียนมาสามารถทำรายได้จากการฉ้อโกงสูงถึงประมาณ 510,000 ล้านเหรียญไต้หวันต่อปี และหากรวมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย เมียนมา กัมพูชา และลาว ก็จะมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.4 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งเทียบเท่ากับเครือข่ายการค้ายาเสพติดโลกเลยทีเดียว
