ไต้หวันอัตราการเกิดลด ตลอดปีไม่ถึงแสนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
อัตราการเกิดในไต้หวันยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสมาคมสูตินรีเวชศาสตร์ไต้หวันคาดว่า ปีนี้จำนวนทารกเกิดใหม่อาจต่ำกว่า 100,000 คน ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ที่ต่ำที่สุด ขณะเดียวกันปีที่แล้วก็มีคลินิกสูตินรีเวชปิดตัวไปถึง 23 แห่ง วงการแพทย์กังวลว่าอนาคตอาจประสบปัญหาไม่มีสถานที่คลอดบุตร คาดว่าพื้นที่ชนบทจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก
วิกฤตอัตราการเกิดต่ำ ปีที่แล้ว 23 คลีนิกสูตินรีเวชปิดกิจการ
สูตินรีแพทย์รายนี้เปิดคลินิกที่เขตหลูโจว นครนิวไทเปมากว่า 40 ปี เขากล่าวว่า เมื่อ 20 กว่าปีก่อน คลินิกทำคลอดเด็กเดือนละประมาณ 160 คน แต่ตอนนี้การทำคลอดต่อเดือนเหลือเพียงหนึ่งในสี่ หรือประมาณ 40 คน ประกอบกับค่าสูติกรรมจากระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่คลินิกได้รับ สำหรับคุณแม่แต่ละเคสก็แค่ 30,000 เหรียญไต้หวัน รายรับไม่พอกับรายจ่าย ทำได้เพียงประคับประคองกิจการ และอาจเลิกกิจการได้
ปีที่แล้วมี 23 คลีนิกสูตินรีเวชปิดตัว ร้อยละ 10 เป็นสถานที่ทำคลอด
จากสถิติของกระทรวงมหาดไทยระบุว่า เดือนมกราคมปีนี้มีเด็กเกิดใหม่ 8,000 กว่าคน ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ลดลงจนต่ำกว่า 7,000 คน แม้เดือนมีนาคมและเมษายนจำนวนเด็กเกิดใหม่จะเพิ่มกลับขึ้นมาอยู่ที่ 8,000 กว่าคน แต่ทางสมาคมสูตินรีแพทย์ไต้หวันคาดว่า จำนวนประชากรเกิดใหม่ตลอดทั้งปีนี้อาจไม่ถึง 95,000 คน และทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง
วงการแพทย์: หากไม่เพิ่มเงินสูติกรรม อาจกระทบสาธารณสุขในชนบท
ที่น่าจับตามองคือ ปีที่แล้วมีคลินิกสูตินรีเวชทั่วไต้หวัน 23 แห่งปิดกิจการ และประมาณร้อยละ 10 เป็นสถานที่ทำคลอด วงการแพทย์จึงกังวลว่า หากรัฐบาลไม่ปรับเพิ่มค่าสูติกรรม ในอนาคตอาจเกิดกรณี "ไม่มีสถานที่ทำคลอดมีหญิงตั้งครรภ์" โดยเฉพาะชนบทห่างไกลจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
==หวงเจี้ยนเพ่ย // เลขาธิการสมาคมสูตินรีเวชกรรมไต้หวัน==
โรงพยาบาลเหิงชุนก็คิดว่า เราปิดไปเลยดีกว่า
แต่ถ้าปิดไปแล้ว
หญิงตั้งครรภ์ในเหิงชุนจะทำอย่างไร เขาต้องตรวจครรภ์
ต้องเดินทางไกลถึง 100 กิโลเมตร ไปตรวจครรภ์ที่นครเกาสง
สูติกรรมเป็นการแพทย์สาธารณะ รัฐควรเสนอแผนแบบครบวงจร
วงการแพทย์ย้ำว่า สูติกรรมเป็นบริการทางการแพทย์สาธารณะ ซึ่งไม่สามารถพึ่งกลไกตลาดในการรักษาเสถียรภาพ เพราะอาจจะพังลงมาได้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเสนอแผนสนับสนุนที่ครบวงจร ซึ่งรวมถึงการปรับเพิ่มเงินจากระบบประกันสุขภาพ ให้เงินอุดหนุนชนบทห่างไกล และปรับปรุงสวัสดิการบุคลากร เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อความปลอดภัยทางการแพทย์ของหญิงมีครรภ์
