ชาวเมียนมายอมเสี่ยงอยู่เกินกำหนด ลี้ภัยในไต้หวันไม่กลับบ้านเกิด
หลังเกิดรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 และยืดเยื้อมานานถึงห้าปี ชาวเมียนมาที่เผชิญกับการกดขี่ทางการเมือง ต่างพยายามหลบหนีไปยังประเทศอื่น ด้านชาวเมียนมาซึ่งศึกษาและทำงานอยู่ต่างประเทศ แม้หมดสิทธิพำนักอย่างถูกกฎหมาย ก็ยอมเสี่ยงพำนักเกินกำหนด ไม่ยอมกลับเมียนมา และไต้หวันก็เป็นหนึ่งในสถานที่ลี้ภัยเหล่านั้น
วิดีโอคอลกลับบ้านเพื่อเช็กความปลอดภัย
เสียงสัญญาณเรียกเข้าที่ดังผ่านหน้าจอ คือการเชื่อมต่อไปยังเมียนมาซึ่งอยู่ไกลถึง 2,500 กิโลเมตร วิดีโอคอลเป็นทางเดียวที่อาชีใช้เช็กว่า ครอบครัวปลอดภัยไหม เพราะสงครามทำให้เขาต้องหนีมาอยู่ไต้หวันเมื่อสามปีก่อน ส่วนอาซางก็มาเรียนผ่านโครงการนโยบายมุ่งใต้ใหม่ แต่ต้องเรียนไปทำงานผิดกฎหมายไปเพื่อหาเงิน
==อาซาง // ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา==
นายหน้าบอกว่า สามารถทำงานไปด้วยได้
เรียนไปด้วยได้ แล้วถ้าไม่มีเงิน
ก็ไม่เป็นไร ยืมก่อนค่อยมา ผมก็เลยมา
ชาวเมียนมาในไต้หวันยื่นขอลี้ภัย ชุดแรกไม่ผ่านเลยสักราย
อาซางหยิบบัตรนักเรียนเก่าที่ซีดจางขึ้นมา ปัญหาการอยู่เกินกำหนดคือสิ่งที่เขาและชาวเมียนมาอีกหลายคนต้องเจอ แม้รัฐบาลไต้หวันประกาศในปี พ.ศ. 2566 ว่า จะยึดหลักไม่ส่งผู้ขอลี้ภัยกลับ แต่แบบคำร้องที่ยื่นไปชุดแรกรวม 13 รายแรก หลังรอการตรวจสอบถึงสองปี กลับไม่ผ่านเลยสักราย
==ตู้เขอเข่อ // ประธานสมาคมพลเมืองไต้หวัน–เมียนมา==
เมื่อเมียนมาเกิดความวุ่นวาย
คนหนุ่มสาว ในตอนที่พวกเขาอยู่ที่เมียนมา
พอชีวิตไม่ปลอดภัย ก็ต้องหนีออกไปต่างแดน
ชาวเมียนมาเพิ่มขึ้น กลุ่มสิทธิมนุษยชนร้องไต้หวันสร้างระบบลี้ภัย
เมื่อจำนวนชาวเมียนมาร์ที่พำนักอยู่ในไต้หวันเพิ่มขึ้น ก็ต้องมีนโยบายที่ยืดหยุ่นออกมารองรับการลี้ภัยของพวกเขา
