หยุนหลินจัดพื้นที่ดำเนินการรีไซเคิลเศษสับปะรด
เมืองหยุนหลินมีพื้นที่ปลูกสับปะรดราว 900 เฮกตาร์ จะมีใบและลำต้นสับปะรดเหลือทิ้งปีละกว่า 2,000 ตัน ในอดีตมักใช้วิธีฝังกลบหรือทำเป็นปุ๋ยหมัก ล่าสุด รัฐบาลไต้หวันได้เปิดสถานีรีไซเคิลที่ตำบลกู่เคิง เปลี่ยนเศษสับปะรดเหล่านี้ให้เป็นเส้นใยธรรมชาติและเอนไซม์ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของสับปะรดได้อย่างมหาศาล
เศรษฐกิจหมุนเวียนแบบไร้ของเสีย เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์
หลังผ่านการแปรรูป ใบสับปะรดสามารถนำไปผลิตเป็นเส้นใยพืชสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ ส่วนกากที่เหลือยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์หรือวัสดุผงละเอียดได้อีก ขณะที่ลำต้นสับปะรดสามารถสกัดเป็นเอนไซม์ความบริสุทธิ์สูง เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ และเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบไร้ของเสีย
==หวงเวยเถิง // ประธานสหกรณ์การผลิตผักและผลไม้หย่งซิง==
สิ่งที่พวกเราต่างจากโรงงานอื่นคือ
พวกเราทำการเพาะปลูกและผลิตตลอดทั้งปี
ดังนั้นในแง่ของวัตถุดิบสำหรับพวกเรา
จึงไม่ต้องกังวลเพราะผลิตได้ตลอดทั้งปี
นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ หยุนหลินตั้งศูนย์รีไซเคิลสับปะรดที่กู่เคิง
เทศบาลฯ เผยว่า ในพื้นที่เมืองหยุนหลินมีการเพาะปลูกประมาณ 900 เฮกตาร์ จึงเกิดขยะทางการเกษตรเหลือทิ้งต่อปีถึง 2,000 ตัน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบไร้ขยะ สำนักงานเกษตรและธัญญาหารไต้หวันจึงได้ร่วมมือกับสหกรณ์เมืองยุนหลิน จัดตั้งโรงงานรีไซเคิลใยสับปะรดขึ้นที่ตำบลกู่เคิง
==หลินเจียนหมิน // ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งทอ เขตหยุนหลิน==
(ผลิตภัณฑ์นี้) มีอัตราการปล่อยคาร์บอนเพียง 0.78
ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับเส้นใยเคมีของเรา
น่าจะเป็นเพียง 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 6 เท่านั้น
ดังนั้นอนาคตเมื่อส่งออกผลิตภัณฑ์สิ่งทอไปยังสหภาพยุโรป
ภาษีคาร์บอนที่ต้องจ่ายจะต่ำมาก
สินค้าก็จะมีความสามารถในการแข่งขันสูงมาก
เศรษฐกิจหมุนเวียนไร้ขยะ เปลี่ยนเป็นเส้นใยธรรมชาติ เอนไซม์ ฯลฯ
สถาบันวิจัยสิ่งทอฯ ระบุว่า วัสดุเหลือทิ้งจากสับปะรดสามารถนำไปแปรรูปเป็นเส้นใยธรรมชาติและเอนไซม์ ซึ่งมีศักยภาพทางการตลาดสูง ด้านสหกรณ์ผู้ผลิตพืชผักและผลไม้ชี้ว่า แม้ว่าอุปกรณ์ในโรงงานจะได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักงานเกษตรฯ แต่เพื่อให้กระบวนการทำงานดีขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดซื้อเครื่องเก็บใบอัตโนมัติและเครื่องคัดแยก โดยคาดว่าจะดำเนินการผลิตเต็มรูปแบบในเดือนกรกฎาคมนี้
