สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีไต้หวัน-ไทย เสี่ยงช่วยจีนหลบภาษี
รัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมตั้งแต่ปี 2018 ขณะที่จีนถูกกล่าวหาว่าใช้วิธีการซับซ้อนในการปลอมแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยรายงานของทำเนียบขาวระบุว่า คู่ค้าของสหรัฐฯ กว่า 40 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ รวมถึงไต้หวัน เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ถูกจัดอยู่ในรายชื่อประเทศที่อาจมีความเสี่ยงในการช่วยจีนหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ไต้หวันตรวจพบกว่า 400 เคสต้องสงสัยเลี่ยงภาษี
กรมศุลกากร กระทรวงการคลังไต้หวันระบุว่า เพื่อป้องกันการส่งต่อสินค้าผิดกฎหมาย ตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบข้อมูลมากกว่า 43 ล้านรายการ และพบ 413 กรณีเข้าข่ายต้องสงสัยว่าอาจเป็นการส่งต่อสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า รายงานของสหรัฐฯ ยังระบุว่า จีนได้สร้างเครือข่าย "การส่งต่อสินค้าเงา" (Shadow Transshipment Network) แบบกระจายตัว โดยประเทศที่ถูกมองว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่มผู้นำด้านการกระจายฐานการผลิต เช่น สหภาพยุโรปและไต้หวัน, ประเทศที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับจีนสูง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย และประเทศขนาดเล็กที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางส่งต่อสินค้า เช่น อาร์เจนตินา ในอนาคต สหรัฐฯ มีแผนใช้ระบบ AI เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำดังกล่าว.
==หลิน ป๋อ ฮั่น // ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยตงอู่==
ผ่านมาตรการของสหรัฐฯ นี้
ที่มีการนำระบบ AI มาใช้ตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูล
ย่อมสร้างความลำบากให้กับผู้ประกอบการไต้หวันอย่างมาก
และยังทำให้ต้นทุนของพวกเขาเพิ่มสูงขึ้นมากอีกด้วย
สหรัฐฯ เข้มตรวจแหล่งกำเนิดสินค้า ต้นทุนผู้ประกอบการไต้หวันพุ่ง
นักวิชาการระบุว่า ผู้ประกอบการไต้หวันกำลังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายลดการพึ่งพาจีนของสหรัฐฯ รวมถึงต้องพิจารณาว่าจะย้ายฐานการผลิตไปยังจีนเพื่อประหยัดต้นทุนหรือไม่ ทำให้ในอนาคตอาจต้องกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนในหลายประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการปลอมแหล่งกำเนิดสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนในการจัดเตรียมเอกสารและพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้าของผู้ประกอบการไต้หวันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
